B.Arch Design Pattaya

ตำนาน ประวัติ สถาปนิก นักคิด นักออกแบบ



ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี (Silpa Bhirasri)  


ประวัติศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี

          ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มีนามเดิมว่า คอร์ราโดเฟโรจี ( Professor Corrado Feroci ) เป็นชาวนครฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เกิดเมื่อ วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 ณ. ตำบล San Giovanni บิดาชื่อ นาย Artudo Feroci และมารดาชื่อนาง Santina Feroci มีอาชีพค้าขาย 

เข้าศึกษาในระดับชั้นประถม เมื่อปีพ.ศ.2441ภายหลังจบหลักสูตร 5 ปีจึงเข้าศึกษาในโรงเรียนมัธยมอีก 5 ปี จากนั้นจึงเข้าศึกษาทางด้านศิลปะในโรงเรียนราชวิทยาลัยศิลปะ แห่งนครฟลอเรนซ์ จบหลักสูตรวิชาช่าง 7 ปีในขณะที่มีอายุ 23 ปีและได้รับประกาศนียบัตรช่างปั้นช่างเขียนซึ่งต่อมาได้สอบคัดเลือกรับ ปริญญาบัตรเป็นศาสตราจารย์มีความรอบรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์วิจารณ์ ศิลป์และปรัชญาโดยเฉพาะมีความสามารถทางด้านศิลปะแขนงประติมากรรมและจิตรกรรม

          ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีพระประสงค์จะหาช่างปั้นมาช่วยปฏิบัติราชการเพื่อฝึกฝนให้คนไทยสามารถปั้น รูปได้อย่างแบบตะวันตกและสามารถมีความรู้ถึงเทคนิคต่างๆในงานมาปฏิบัติ ราชการกับรัฐบาลไทย ทางรัฐบาลอิตาลีจึงเสนอนาย คอร์ราโด เฟโรจี มาพร้อมทั้งคุณวุฒิและผลงาน ซึ่งรัฐบาลไทยก็ยินดีรับเข้าเป็นข้าราชการในตำแหน่งช่างปั้น กรมศิลปากรกระทรวงวัง

เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2466 เมื่ออายุย่างเข้า32 ปีโดยได้รับเงินเดือนๆละ 800 บาทค่าเช่าบ้าน 80 บาท และต่อมาในปี พ.ศ.2469 ศาสตราจารย์ศิลป์พีระศรีได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ ช่างปั้นหล่อแผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภาได้รับ เงินเดือนๆละ 900 บาทต่อมาได้ย้ายมาเป็นช่างปั้น สังกัดอยู่ในกองประณีตศิลปกรรมกรม ศิลปากรกระทรวงธรรมการ

          ท่านได้วางหลัก สูตรอบรมกว้างๆและทำการสอนให้แก่ผู้ที่สนใจในวิชาประติมากรรมทั้งภาค ทฤษฎีและภาคปฏิบัติผู้ได้รับการอบรมรุ่นแรกๆส่วนมากสำเร็จการศึกษาจาก โรงเรียนเพาะ- ช่างได้แก่ สาย ประติมาปกร สุข อยู่มั่น ชิ้น ชื่อประสิทธิ์ สวัสดิ์ ชื่นมะนา และ แช่ม แดงชมพู

ผู้ที่มาอบรมฝึกงานกับศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมทั้งสิ้นเพราะทางราชการมีนโยบายส่ง เสริมช่างปั้นช่างหล่อให้มีคุณภาพและมีมาตรฐาน

ซึ่งต่อมาบุคคลเหล่านี้ได้มาเป็นผู้ ช่วยช่างและบางคนก็เข้ารับราชการช่วยแบ่งเบาภาระงาน และช่วยทำให้กิจการปั้นหล่อของกรมศิลปากรเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อทาง ราชการเห็นความสำคัญของการศึกษาศิลปะตามแนวในปัจจุบันจึงได้ขอให้ ศาสตราจารย์ศิลป์ พระศรี เป็นผู้วางหลักสูตรการศึกษาให้มีมาตรฐานเดียวกันกับ โรงเรียนศิลปะในยุโรป

          ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จึงเริ่มวางหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมขึ้นในระยะเริ่มแรกชื่อ " โรงเรียนประณีตศิลปกรรม " ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง" และในปีพ.ศ.2485กรมศิลปากรได้แยกจากกระทรวง ศึกษาธิการไปขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในขณะนั้นโดย ฯพณฯจอมพลป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีตระหนักถึงความสำคัญของศิลปะว่าเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งสาขา หนึ่งของชาติ

จึงได้มีคำสั่งให้อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้นคือพระยาอนุมานราชธนดำเนินการ ปรับปรุงหลักสูตร และ ตราพระราชบัญญัติยกฐานะโรงเรียนศิลปากรขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร มีคณะจิตรกรรมประติมากรรม เป็นคณะวิชาเดียวของมหาวิทยาลัยศิลปากรเปิดสอนเพียง 2 สาขาวิชาคือ สาขาจิตรกรรมและสาขาประติมากรรมและมี ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรีเป็นผู้อำนวยการสอนและดำรงตำแหน่งคณบดี คนแรก ดังนั้นการเรียนการสอนศิลปะในสาขาวิชาศิลปะจึงเริ่มดำเนินการในระดับปริญญา ขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในปีพ.ศ.2491 ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไทยให้นำศิลปะไทยไปแสดง ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปีนี้ท่านได้เดินทางกลับไปประเทศอิตาลีและเดินทางกลับมาประเทศไทยอีกครั้ง ในต้นปีพ.ศ.2492โดยกลับมาใช้ชีวิตเป็นครูสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาทางด้านศิลปะ ที่คณะจิตรกรรม และประติมากรรม

ในปีพ.ศ.2496 ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีได้รับหน้าที่อันมีเกียรติ คือ เป็น ประธานกรรมการสมาคมศิลปะแห่งชาติ ซึ่งขึ้นอยู่กับ สมาคมศิลปะนานาชาติ (International Association of Art) ในปีพ.ศ.2497 ได้เป็นผู้แทนศิลปินไทยไปร่วมประชุมศิลปินระหว่างชาติ ครั้งแรกที่ประเทศออสเตรียท่านได้นำเอกสารผลงานศิลปะและบทความชื่อศิลปะร่วม สมัยในประเทศไทย(Contemporary Art inThailand) ไปเผยแพร่ในการประชุมด้วยทำให้นานาชาติรู้จักประเทศไทยดีขึ้นและนับเป็นคน แรกที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนศิลปะระหว่างศิลปินไทยและศิลปินต่างประเทศขึ้น

          ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่กรรมที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 รวมสิริอายุได้ 70 ปี

ประวัติ  คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ลาดกระบัง

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มีความเป็นมาเริ่มต้นจาก   "โรงเรียนช่างบ.ส.อ."   ในการอำนวยการของบริการส่งเสริมอาชีวศึกษา กรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2497 ต่อมากระทรวงศึกษาธิการได้ยุบเลิกบริการส่งเสริมอาชีวศึกษา ( บ.ส.อ.) โรงเรียนจึงถูกยุบเลิกไปด้วย แต่ความต้องการสถานที่เรียนต่อสำหรับนักเรียนที่จบหลักสูตรประโยคอาชีวศึกษาชั้นสูงจำนวนมากทำให้เกิด   " โรงเรียนส่งเสริมอาชีพก่อสร้าง " ขึ้นเพื่อผลิตช่างไทยที่มีความสามารถปฏิบัติงานก่อสร้างได้อย่างจริงจัง โดยกรมโยธาธิการได้รับคำสั่งให้ดำเนินการเปิดทำการสอนเมื่อ 9สิงหาคม 2499 หลักสูตร 2 ปี มีแผนกช่างก่อสร้างเพียงแผนกเดียว ต่อมากรมโยธาธิการได้ถูกยุบไปรวมกับกรมโยธาเทศบาล ทำให้โรงเรียนส่งเสริมอาชีพก่อสร้าง กลับไปสังกัดกระทรวงศึกษาธิการอีก อาจารย์ประสม รังสิโรจน (ศาสตราจารย์) ซึ่งได้รับตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ตั้งแต่ปี 2505 ได้ปรับปรุงหลักสูตรยกระดับการศึกษาให้สูงขึ้นเทียบเท่าวิทยาลัยเทคนิค โดยได้รับการสนับสนุนจากศาสตราจารย์พงศ์ศักดิ์ วรสุนทโรสถ อธิบดีกรมอาชีวศึกษาขณะนั้น ขึ้นเป็น "วิทยาลัยวิชาการก่อสร้าง " (College  of  Design & Construction ) เมื่อ 26 เมษายน 2506 ใช้อาคารสถานที่ ณ ตำบลบางพลัด จังหวัดธนบุรี (ปัจจุบันคือกรุงเทพมหานคร) เปิดการสอนสาขาวิชาสถาปัตยกรรม   สาขาวิชาวิศวสถาปัตยกรรม   สาขาวิชาออกแบบตกแต่งภายใน   สาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์   สาขาวิชาวิศวกรรมการทาง สาขาวิชาวิศวกรรมการสำรวจ รับนักศึกษาที่จบมัธยมศึกษาปีทื่ 5สายสามัญผ่านการสอบคัดเลือกของสภาการศึกษาแห่งชาติ หลักสูตร 3 ปี ผู้สำเร็จการศึกษา ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง

          เริ่มแรกมีสถาปนิกที่เป็นอาจารย์ประจำอยู่ก่อน ปี 2506  จำนวน 3 ท่าน   คือ อาจารย์จันทรา สุวินทวงศ์  อาจารย์กำแหงฟักน้อย (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) และอาจารย์อรวรรณ สีมานนท์ปริญญา มีอาจารย์ประสม รังสิโรจน เป็นผู้อำนวยการปี 2506 อาจารย์ประสมได้ขอโอน อาจารย์ สุภา ผาสุข (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) มาเป็นอาจารย์ประจำทำการสอนและช่วยงานด้านบริหาร 
ปี 2507 มีอาจารย์ใหม่เพิ่มขึ้น 4 ท่าน คือ อาจารย์ วิวัฒน์ เตมียพันธ์ (รองศาสตราจารย์) อาจารย์ เทียนชัย สระตันติ์ อาจารย์กิตติ ทิพยประสิทธิ์ อาจารย์ วิชัย บุณยมาลิก 
ปี 2508  มีอาจารย์ วิเชียร สุวรรณรัตน์ (รองศาสตราจารย์)   อาจารย์ ปรัชญา ฉกาจทรงศักดิ์ (รองศาสตราจารย์) หลังจากนั้นมีอาจารย์โอนย้ายและเข้าใหม่เพิ่มขึ้นอีกคือ    อาจารย์ สุปรีชา หิรัญโร   ( รองศาสตราจารย์)   อาจารย์ ม.ร.ว.พีระเดช จักรพันธุ์(รองศาสตราจารย์)   อาจารย์ นวลจันทร์ ทองไถ้ผา   อาจารย์ ฉัตรไชย คทวณิช   (รองศาสตราจารย์)   อาจารย์ มณี พนิชการ   อาจารย์ สุภณัฐ นิลรัตน ผู้ช่วยศาสตราจารย์)   อาจารย์ สุรัตน์ รุ่งเต่า อาจารย์ ประลอง พีรานนท์ (รองศาสตราจารย์) อาจารย์ประศาสน์ คุณะดิลก ( รองศาสตราจารย์) อาจารย์ สัตยา ชุ่มสุวรรณ อาจารย์ สมศักดิ์ ปรียวนิตย์ ( ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์แดง เหรียญสุวรรณ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์ สมศักดิ์ แย้มพราย (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์ ดลฤดี บุญนาค อาจารย์ ผุสดีสุจริตตานนท์ อาจารย์ คงเดช หุ่นผดุงรัตน์ อาจารย์ เดชา วราชุน (รองศาสตราจารย์) อาจารย์ เกียรติศักดิ์ ชานนนารถ (รองศาสตราจารย์) อาจารย์ ปิยวัฒน์ มังกรวงษ์ อาจารย์ สมเกียรติ ไตรพันธุ์ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) ส่วนอาจารย์สอนวิชาสามัญ มีอาจารย์ ไพรัตน์ วงษ์รุ่ง (ฟักน้อย) อาจารย์ ระพี โสมภูติ อาจารย์ อัจฉรา ศรีสุเทพ ( สืบสินธุ์สกุลไชย) อาจารย์ศิวลี สระตันติ์อาจารย์ องุ่น อัศเวทย์ อาจารย์ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (รองศาสตราจารย์) อาจารย์ สุพร พบสุข อาจารย์ เครือวัลย์ ศีตะจิตต์ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์ พรชัย เจนจิระพงษ์เวช อาจารย์ หัทยา เชี่ยววัฒกี อาจารย์ เสาวภาคย์ ธรมธัช (ลดาวัลย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์ สุธาทิพย์ นาคศิริ อาจารย์ วนิดา ธูปะเตมีย์ (รองศาสตราจารย์ คุณหญิง) อาจารย์ ชัยรัตน์ อิศรัตน์ อาจารย์โอวาท พูลศิริ   อาจารย์ ขวัญใจ สนั่นวาณิชย์   อาจารย์ จินตนา กลัดอ่ำ   อาจารย์ สุขุมาลย์ มานะพงษ์ (นิลรัตน์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์)อาจารย์ เฉลิมศรี ปรีชาพานิช (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์ ดาวมณี รัศมีเจริญ อาจารย์ กุลวดี สายศรีหยุด 
ในการปรับปรุงหลักสูตรและดำเนินการสอนของวิทยาลัยวิชาการก่อสร้าง   ได้รับความร่วมมือจากอาจารย์พิเศษจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร และหน่วยงานอื่นเช่น   สำนักผังเมือง   เป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาและช่วยสอน  ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ ดร. ชัย มุกตพันธุ์ ศาสตราจารย์   ดร. นิวัตต์ ดารานันทน์   คุณหลวงชลานุสสร   ศาสตราจารย์ เรืองศักดิ์ กันตะบุตร   ศาสตราจารย์ศุกรี กัมปนานนท ์ อาจารย์ อภัย ผะเดิมชิด   อาจารย์ ชัยยา พูนศิริวงศ์   อาจารย์ สุขุม ชุณหมาน  พ.ต. หญิงจิตรา ชูจินดา

          ประมาณ ปี 2511 กรมอาชีวศึกษามีนโยบายให้ย้ายสถานศึกษามาอยู่ที่ลาดกระบัง ในที่ดินที่ทายาทเจ้าคุณทหารบริจาคให้กระทรวงศึกษาธิการ เพราะสถานที่ของวิทยาลัยวิชาการก่อสร้างที่บางพลัดคับแคบ ไม่อาจขยายตัวได้วิทยาลัยไดัรับงบประมาณทำการก่อสร้างอาคารที่ลาดกระบังในเนื้อที่   80  ไร่เศษ   เสร็จและย้ายมาอยู่ที่ลาดกระบังเมื่อ ตุลาคม 2514 ในปีนี้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 และมาตรา 14 (7) แห่งพ.ร.บ. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพ.ศ. 2514 ได้พิจารณามาตรฐานการศึกษาและหลักสูตรการสอนของวิทยาลัยวิชาการก่อสร้าง เห็นว่าเป็นสถานศึกษาที่จะจัดการศึกษาถึงระดับปริญญาได้ จึงมีมติเมื่อวันที่   5   พฤศจิกายน   2514 ให้รับวิทยาลัยวิชาการก่อสร้างเข้าสมทบในสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า   จัดตั้งเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2516เป็นต้นไป ( ประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องให้วิทยาลัยวิชาการก่อสร้างรวมเข้ากับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ลงวันที่ 25พฤษภาคม 2515)

          ขั้นแรกคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผลิตนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหลักสูตร 3 ปี สาขาวิชาสถาปัตยกรรมมัณฑนศิลป์ และศิลปอุตสาหกรรม รับนักศึกษาที่จบ ม.ศ. 5 สายสามัญ ผ่านการสอบคัดเลือกของทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ ร่วมกับสถาบัน เพื่อผลิตช่างเทคนิคหรือผู้ช่วยสถาปนิก ผู้ช่วยมัณฑนากร และผู้ช่วยนักออกแบบ และระดับปริญญาตรีหลักสูตร 2 ปีหลังจากได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรืออนุปริญญาในสาขาวิชาที่จะศึกษาต่อแล้ว โดยต้องผ่านการสอบคัดเลือกของสถาบันก่อน ปีการศึกษา 2517 ได้มีการปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการ จึงให้โอนสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ไปสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย

          ในระยะตั้งแต่ปี 2516 และต่อมามีอาจารย์มากขึ้นทั้งเข้าใหม่และย้ายมาจากที่อื่น เช่น อาจารย์สมลักษณ์ อัศวเหม (รองศาสตราจารย์)อาจารย์ธีรมน ไวโรจนกิจ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์กมล คล่องพิทยาพงษ์ อาจารย์ ม.ล.วรยส ลดาวัลย์ อาจารย์เกษม บุญสวน อาจารย์ลัดดา เตชะวณิช (บุญสวน) อาจารย์กอบกุล อินทรวิจิตร (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์สมเกียรติ์ โล่ห์เพ็ชรัตน์ อาจารย์จามร รักการดี(ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์ป้อมชัย คุณะดิลก อาจารย์นิกตร์ นาคนิธิ อาจารย์พันธุ์ชาย เสือวรรณศรี (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์กุสุมา นิลวิเศษ (ธรรมธำรง ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์นิรมล รัตนวิจัย (แย้มพราย ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์กุลธร เลื่อนฉวี อาจารย์ยุพดี เลื่อนฉวี อาจารย์พิลาส สุภัณวงษ์ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์พิศิษฐ์ วิริยวัฒน์ อาจารย์เอกพงษ์ จุลเสนีย์ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์นันทนา สุวรรณมาลิก (ศิระประภาศิริ) อาจารย์ปรีชญา รังสิรักษ์ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์เลิศวิทย์ รังสิรักษ์ อาจารย์อนุสรณ์ จ๋วงพานิช ( ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์สุภาวดี รัตนมาศ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์สมศักดิ์ ธรรมเวชวิถี (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์สมเกียรติ เรือนทองดี อาจารย์ดนต์ รัตนทัศนีย (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์นัฏกาภรณ์ นาครทรรพ (รัตนทัศนีย ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์ผุสดี รุ่งเต่า อาจารย์วงศ์ทิพย์ปิณฑะสุต ( ผู้ช่วยศาสตราจารย์)อาจารย์ ม.ล.วิมลพรรณ ศิริจันทร์ อาจารย์ศิริวัฒน์ ไชยชนะ ( ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์สุรัตน์หวังเจริญ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์เกษม อมันตกุล อาจารย์สมชัย จันทร์รุจิพัฒน์ อาจารย์จิระพงษ์ ภูมิจิตร(ผู้ช่วยศาสตราจารย์) อาจารย์อรสา จิรภิญโญ(ผู้ช่วยศาสตราจารย์) 
สำหรับอาจารย์ที่สอนวิชาสามัญ ได้แยกไปสังกัดคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้รับอนุมัติให้จัดตั้งเป็นคณะขึ้นใหม่ ตั้งแต่ 10 พฤศจิกายน 2520 ต่อมาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ได้รับนักศึกษาที่จบ ม.ศ. 5 ผ่านการสอบคัดเลือกของทบวงมหาวิทยาลัยหลักสูตร 5 ปี เปิดการสอนแบ่งเป็น ระดับปริญญาตรีประกอบด้วย

ภาควิชาสถาปัตยกรรม 
ภาควิชาสถาปัตยกรรมภายใน 
ภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม 
เพิ่มภาควิชาเทคโนโลยีการก่อสร้างปี 2521-2529 หลักสูตร 4 ปี ( ภายหลังย้ายไปสังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์) 
ภาควิชานิเทศศิลป ์ ปี 2526 หลักสูตร 4 ปี 
ภาควิชาวิจิตรศิลป ์ ปี 2536 ( ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 2538) หลักสูตร 4 ปี 
ระดับปริญญาโทประกอบด้วย

สาขาวิชาสถาปัตยกรรมเขตร้อน ปี 2532 
สาขาวิชาสถาปัตยกรรมภายใน ปี 2533 
สาขาวิชาการวางแผนชุมชนเมืองและสภาพแวดล้อม ปี 2529 และจัดตั้งภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง ปี 2536 ( ประกาศ

ในราชกิจจานุเบกษา 2537) 
สาขาวิชาศิลปอุตสาหกรรม 
สาขาวิชาทัศนศิลป์ 
ระดับปริญญาเอกประกอบด้วย   สาขาวิชาการวางแผนชุมชนเมืองและสภาพแวดล้อม (หลักสูตรนานาชาติ) ปี 2544 
สาขาวิชาสหวิทยาการการวิจัยเพื่อการออกแบบ (หลักสูตรนานาชาติ) ปี 2548 
รายนามอาจารย์ ใหญ่ ผู้อำนวยการ และคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ตั้งแต่เริ่มต้นจนปัจจุบันมีดังนี้

2497 นายนาค เทพหัสดินทร์ ณ อยุธยา อาจารย์ใหญ่โรงเรียนช่าง บ.ส.อ. 
2500 พ.อ.อร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนส่งเสริมอาชีพก่อสร้างนายกาญจน์ เฮงสุวนิชย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนส่งเสริมอาชีพก่อสร้าง 
2502 นายเพี้ยน สมบัติเปี่ยม อาจารย์ใหญ่โรงเรียนส่งเสริมอาชีพก่อสร้าง 
2503 ดร.แนม บุญสิทธิ์ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนส่งเสริมอาชีพก่อสร้าง 
2504 นายจรัญ สมชนะ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนส่งเสริมอาชีพก่อสร้าง 
2505 นายประสม รังสิโรจน อาจารย์ใหญ่โรงเรียนส่งเสริมอาชีพก่อสร้าง 
2506 นายประสม รังสิโรจน ผู้อำนวยการวิทยาลัยวิชาการก่อสร้าง

คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

2515 ศาสตราจารย์ประสม รังสิโรจน 
2522 รศ.ม.ร.ว.พีระเดช จักรพันธุ์ 
2526 รศ.สมลักษณ์ อัศวเหม 
2530 อาจารย์พิศิษฐ์ วิริยวัฒน์ 
2538 รศ.วิเชียร สุวรรณรัตน์ 
2540 ผศ.เอกพงษ์ จุลเสนีย์ 
2544 รศ. กุลธร เลื่อนฉวี 
2548 ผศ. นพปฎล สุวัจนานนท์

 

ตำนาน Plan Architects Ltd

ตำนานของคน 7 คน กับ "แปลน" ที่เปลี่ยนไปแล้ว

"ตำนานของคน 7 คน กับ "แปลน" ที่เปลี่ยนไปแล้ว"
โดย อรวรรณ บัณฑิตกุล 
จาก นิตยสารผู้จัดการ มิถุนายน 2539

ประวัติศาสตร์ทางการเมืองเมื่อช่วงปี 2516 ก่อให้เกิดผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแปลนกรุ๊ป บริษัทที่มีวัตถุประสงค์ให้ธุรกิจของตนดำเนินไปพร้อม ๆ กับการทำกิจกรรมเพื่อสังคม

7 ผู้เริ่มก่อตั้งประกอบไปด้วยวิฑูรย์ วิระพรสวรรค์ ครองศักดิ์ จุฬามรกต ธีรพล นิยม อำพล กีรติบำรุงพงศ์ เดชา สุทธินนท์ สันติพงษ์ ธรรมธำรง และพิมาย วิระพรสวรรค์

ชีวิตภายนอกรั้วมหาวิทยาลัย เพื่อนกลุ่มนี้ มาเปิดร้านขายหนังสือที่หัวมุมซอยสุขุมวิท 23 แน่นอนในร้านหนังสือเล็ก ๆ แห่งนี้ต้องเต็มไปด้วยหนังสือด้านความคิดทางสังคม มุมหนึ่งของร้านก็รับงานออกแบบไปด้วย เมื่อช่วง 6 ตุลาคม 2519 หนังสือทางด้านความคิดถูกสั่งห้ามขาย ร้านเลยจำเป็นต้องปิดไป มาเปิดเป็นบริษัทอย่างจริงจังเมื่อปี 2523 บริษัทแรกที่ตั้งคือ แปลน อาคิเต็ค

วัตถุประสงค์หลักในการทำบริษัทตอนนั้นก์คือต้องการทำธุรกิจที่มั่นคงเพื่อเลี้ยงชีพ โดยผลกำไรที่ได้ส่วนหนึ่งจะต้องเอาไปทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือสังคม และเนื้องานต้องมีคุณภาพในเชิงสร้างสรรค์

16 ปีผ่านไปแปลนกรุ๊ปได้ขยายบริษัทอย่างต่อเนื่องถึง 15 บริษัท มีพนักงานรวมกันนับ 1,000 คน มีรายได้เฉลี่ยปีละ 1,000 ล้านบาท

ลักษณะการขยายงานของบริษัทแปลนในช่วงที่ผ่านมาก็จะแตกต่างจากองค์กรอื่น ๆ ตรงที่ว่าในขณะที่บริษัทอื่น ๆ จะขยายงานตามภาวะของความต้องการของตลาด โดยมองดูว่าธุรกิจใดทำกำไรสูงสุดก็เปิดบริษัทขึ้นมารองรับโกยเงิน ในธุรกิจนั้น ๆ ไปซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดในการทำสงครามเศรษฐกิจ

แต่แปลนขยายตัวในทิศทางที่ต่างกันหลายบริษัทของกลุ่มแปลน เกิดขึ้นมาได้เพราะผู้นำมองศักยภาพของคนเป็นหลักเมื่อใครอยากขยายศักยภาพของตนก็เปิดโอกาสสนับสนุน

ดังนั้น ธุรกิจกลุ่มหลักของแปลนบางสายจึงอาจจะไม่ได้เกี่ยวเนื่องกันอย่างเช่น การตั้งบริษัทแปลนกราฟฟิคขึ้นมาเมื่อปี 2524 เป็นเพราะมีรุ่นน้องที่จบด้านออกแบบอยากทำงานด้านนี้เลยตั้งบริษัทขึ้นมา และเมื่อปี 2525 ก็ตั้งบริษัทแปลนพับลิชชิ่งทำหนังสือรักลูกขึ้นมา

หนังสือรักลูก มีสุภาวดี หาญเมธี (ภรรยาของเกรียงกมล เลาหไพโรจน์ อดีตผู้นำนักศึกษา) มาเป็นบรรณาธิการอำนวยการ ก่อนหน้านี้สุภาวดีทำงานอยู่ที่มูลนิธิเด็ก ซึ่งมีความสนใจเรื่องเด็กและเรื่องสถาบันครอบครัวอยู่แล้ว

ทั้งแปลนกราฟฟิค และหนังสือรักลูกอาจจะไม่เกี่ยวกับงานของแปลนอาคิเต็ค แต่มันคือการเปิดโอกาสให้คน โดยยังคงผูกพันเกี่ยวรัดกับวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งบริษัท เพราะเนื้อหาของงานมีประโยชน์ต่อสังคม และต้องอยู่ได้ทางเศรษฐกิจเอง

แต่ร้านตัดเสื้อ "วิท วิท" ร้านเสื้อสวย แสนหวานที่ในสังคมไฮโซรู้จักกันดี ว่าทั้งสวย ทั้งแพงนั้น ออกจะแตกต่างออกไป แต่ที่แน่ ๆ ก็คือเกิดขึ้นได้เพราะ พิมายและสันติพงษ์ เรียนจบทางด้านสาขาออกแบบอุตสาหกรรม และมีความชอบทางด้านนี้ ปัจจุบันร้านวิท วิทหยุดกิจการไปแล้วเมื่อปี 2535 โดยพิมายได้ติดตามสามีคือวิฑูรย์ไปอยู่ที่จังหวัดตรัง สันติพงษ์ ไปทำงานที่มูลนิธิสานแสงอรุณ

หรือแม้แต่การเป็นผู้บุกเบิกการตั้งบริษัทผลิตเครื่องเล่นทางด้านการศึกษาของเด็ก คือบริษัทแปลนครีเอชั่น และแปลนทอยนั้นก็เกิดขึ้นเพราะ วิฑูรย์จบทางด้านอินดัสเตรียล ดีไซน์ เลยต้องการทำของเล่นเพื่อการศึกษาของเด็ก

ส่วนธุรกิจดั้งเดิมของแปลนในสายสถาปัตยกรรม ก็ได้รับการขยายตัวจนครบวงจร มีบริษัทที่อยู่ในสายธุรกิจนี้ 5 บริษัท มีขอบเขตการดำเนินการทำธุรกิจและการให้บริการในโครงการสถาปัตยกรรม นับตั้งแต่เป็นที่ปรึกษาโครงการทางด้านการลงทุน วางผังออกแบบ เขียนแบบ ประมาณราคาก่อสร้างและควบคุมการก่อสร้าง

ทุกวันนี้ รายได้หลักของแปลนกรุ๊ปมาจาก 3 บริษัทหลัก ๆ คือบริษัทแปลนทอย บริษัทแปลนอาคิเต็ค และบริษัทแปลนเอสเตท

โดยเฉพาะแปลนทอยนั้นในปี 2537 สร้างผลกำไรประมาณ 37 ล้านบาท ส่วนแปลนเอสเตทนั้นตัวเลขปี 2537 ขาดทุนหุ้นละ 4 บาท แต่ปี 2536 ได้กำไรประมาณ 24 ล้านบาท

ทั้ง 7 คนนั้นมีข้อตกลงที่ต่อเนื่องจากวัตถุประสงค์หลักเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผลกำไรที่แต่ละคนถือหุ้นอยู่ในบริษัทในเครือทุกบริษัท จะต้องจัดสรร 60% มาเป็นส่วนกลางเพื่อนำไปทำกิจกรรมทางสังคม ที่เหลืออีก 40% จะนำมาเฉลี่ยเป็นส่วนตัวของแต่ละคน

กิจกรรมทางสังคมที่เป็นรูปธรรมในการใช้เงินส่วนนี้เป็นทุนในการดำเนินงานก็คือมูลนิธิสานแสงอรุณ

ณ วันนี้ในองค์กรของแปลนนับว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการทำธุรกิจ แต่อีกด้านพวกเขากำลังสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

แปลนอาคิเต็คซึ่งเคยเป็นผู้นำในการออกแบบและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ในวงการสถาปนิกเป็นสิ่งที่เขาได้รับการยอมรับมาตลอดการทำงานที่อิสระทำให้เขาได้สร้างสรรค์สิ่งที่ดี ๆ ให้เกิดขึ้นกับวงการ

แต่พวกเขาต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงและหาวิธีการให้สิ่ง 2 สิ่งดำเนินไปด้วยกันอย่างสวยงาม จะทำอย่างไรให้มันมีความพอดีที่พบกันครึ่งทางไม่ใช่ยอมให้ธุรกิจนำไปสุดกู่ อย่างเช่นในแง่ของสถาปนิก จำเป็นต้องเขียนแบบให้มีที่ว่างมากขึ้นแต่จะทำอย่างไรให้ที่ว่างนั้นเป็นจุดขายของโครงการได้

ที่สำคัญอาคิเต็คของบริษัทก็ต้องมีความรู้ทางธุรกิจเข้ามาช่วยเช่นกัน ต้องวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจ เปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้นแล้วนำมาดัดแปลงให้เข้ากับโปรดักส์

มีบ้างเหมือนกันที่คนของแปลนบางคนทนความอึดอัดในเรื่องนี้ไม่ได้ และได้ลาออกไปตั้งบริษัทใหม่เพื่อสร้างองค์กรใหม่เช่นเดียวกับแปลนกรุ๊ปในจุดเริ่มต้น แต่กระแสความรุนแรงของธุรกิจที่เกิดขึ้น ทำให้บริษัทใหม่ ๆ พวกนั้นประสบปัญหาเช่นกัน

ธีรพลเขาเคยเขียนถึงความรู้สึกที่มีต่อบริษัทซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว ในวารสารแปลน เมื่อประมาณปี 2531 ว่า

"สำนักใหญ่ขึ้นต้องรับผิดชอบมากขึ้น ก็ย่อมมีแรงเสียดทานมากขึ้น จะทำศึกด้วยกลยุทธ์เก่า ๆ หาได้ไม่ เมื่อเกิดความผันตัวอย่างรวดเร็วแน่นอน อาหมวย แลซือตี๋ ซือเฮีย ล้วนต้องรู้สึกกดดัน ว้าวุ่น เหงา หนาว เป็นธรรมดา ใช่แล้วเราต้องบีบตัวเพื่อรับความเปลี่ยนแปลง ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีทั้งหลายต้องยกระดับ สำนักเราจึงจะแคล้วคลาดและพัฒนาขึ้น"

ในช่วงนั้นธีรพลเรียกร้องให้บรรดาขุนพลของเขาปรับตัวโดยการพัฒนา "ความคิด" ของตนเอง

องค์กรที่เติบโตอย่างรวดเร็วในเวลานั้นได้สร้างปัญหาหลักในเรื่องการสื่อสารในองค์กร และปัญหาของการเตรียมบุคลากรรวมทั้งวัฒนธรรมที่ดีขององค์กร ที่มีความเคยชินในการทำงานแบบพี่น้องผองเพื่อนนั้นทำให้ก่อให้เกิดความอะลุ้มอล่วยกันสูง ระบบต่าง ๆ ที่วางไว้ในองค์กรจึงค่อนข้างหย่อนยาน

แปลนกรุ๊ป ต้องเน้นในเรื่องการพัฒนาองค์กรภายในเน้นการสื่อสารในองค์กรให้มีความเข้าใจมากขึ้นตั้งแต่นั้นมาโดยให้ความสำคัญของคนมากกว่าระบบ เพราะคนคือผู้ใช้ระบบ

ในปี 2533 ผู้บริหารของแปลนต้องทำการสำรวจองค์กรของตนอีกครั้งพร้อมทั้งพยายามหาข้อสรุปว่าทำอย่างไรที่จะให้คนในองค์กรทำงานอย่างมีความสุข

การออกไปใช้ชีวิตร่วมกันในต่างจังหวัด ด้วยวิธีการออกค่ายนั้นแปลนหวังว่าจะลดปัญหาความขัดแย้งได้ในระดับหนึ่ง แต่โครงการนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปในระยะเวลาต่อมา

ในปี 2536 ก็ได้มีการผ่องอำนาจครั้งสำคัญในองค์กรของแปลน คณะกรรมการกลุ่มแปลนได้มีการปรับเปลี่ยนจากผู้ร่วมก่อตั้ง 7 คน เพิ่มเป็น 12 คนประกอบไปด้วยกรรมการผู้จัดการของแต่ละบริษัทร่วมกับผู้อำนวยการสำนักบัญชีกลางโดยมีธีรพลเป็นประธานกลุ่ม

ปัจจุบัน ธีรพลกับอำพลจะรับผิดชอบหลักในสายสถาปัตย์ เดชา ดูแลในสายสื่อและพิมพ์ ส่วนวิฑูรย์รับผิดชอบในสายอุตสาหกรรม ส่วนคนอื่น ๆ ที่เหลือไม่ได้ลงมาบริหารงานเองแล้ว แต่ทั้ง 7 คนยังพบกันอยู่เสมอในฐานะกรรมการมูลนิธิแสงอรุณ

"ผู้ก่อตั้งหลายคนไปอยู่ป่าเขา พอมาเจอกันทีก็คุยกันเรื่องต้นไม้" ธีรพลกล่าว

ถึงแม้คนรุ่นหนึ่งกำลังถอยออกมาก็ไม่ได้หมายความว่าแนวคิดและปรัชญาดั้งเดิมในการทำธุรกิจของแปลนกรุ๊ปจะเปลี่ยนเปลงไป ธีรพลเชื่อมั่นว่าคนรุ่นหลังของแปลนยังสานต่อเจตนารมณ์ดั้งเดิมของบริษัทต่อไปได้ เพราะที่ผ่านมาองค์กรของแปลนยึดมั่นในการทำงานเป็นทีม และสร้างสรรค์วัฒนธรรมขององค์กรร่วมกันมาตลอด เขามั่นใจว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ขัดแย้งกับธรรมชาติที่เป็นจริง ย่อมสามารถดำรงอยู่และปรับตัวพัฒนาให้แข็งแรงไปกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้"

คนของแปลนในรุ่นต่อไปคือผู้ที่จะพิสูจน์ความจริงของความคิดนี้

Leo Design

ประมาณกลางปี พ.ศ.2547 ABU DHABI Conference Palace Hotel โรงแรมใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลก จะเปิดตัวอวดโฉมกับชาวโลก

ความหมายที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของการเปิดตัวครั้งนี้ น่าจะอยู่ที่ฝีมือการตกแต่งภายในทั้งหมดเป็นของบริษัท ลีโอดีไซน์ กรุ๊ป ภายใต้การบริหารงานของ คงศักดิ์ ยุกตะเสวี

คงศักดิ์ยืนยันกับ "ผู้จัดการ" ว่า เฉพาะงานตกแต่งภายใน ที่ลีโอ ดีไซน์รับมามีมูลค่าประมาณ 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น การที่บริษัทเล็กๆ จากประเทศไทยสามารถคว้างานชิ้นใหญ่ ยักษ์นี้มาได้ ท่ามกลางการแข่งขันกันระหว่างบริษัทที่มีชื่อเสียง หลายบริษัทของโลก ทั้งประเทศในอเมริกาและยุโรปจึงเป็นเรื่องน่าสนใจทีเดียว

"การเปิดใจรับบริษัทจากเอเชียมากขึ้น อาจจะเป็นผลจากเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน บ้างแต่ไม่ใช่สาเหตุหลักในการตัดสินใจแน่นอน เพราะในกลุ่มตะวันออกกลางและประเทศในอาหรับนั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมาการก่อสร้างทุกอย่าง ถือว่ามาตรฐานจากยุโรปและอเมริกานั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่ที่เราได้งานครั้งนี้ เพราะในวันพรีเซ็นต์งานได้เสนอสิ่งที่โดนใจเขามากกว่า"

Abu Dhabi Conference Palace Hotel เป็นโรงแรมระดับแกรนด์ลักชัวรี่ที่รัฐบาล อะบูดาบีเป็นเจ้าของสร้างขึ้นโดยให้มีวัตถุประสงค์ให้เป็นแลนด์มาร์คของเมือง และใช้เป็นที่ประชุมหมุนเวียนและเป็นที่พักผ่อนของกษัตริย์ทั้ง 6 เมือง ของสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์

ลีโอ ดีไซน์ เป็นบริษัทออกแบบตกแต่งภายในที่ตั้งมานานกว่า 30 ปี ส่วนใหญ่เป็นผู้ออกแบบโรงแรมให้กับเชนบริหารโรงแรมนานาชาติ และเคยเป็นผู้ออกแบบพระราชวังในประเทศ บาห์เรน และโรงแรมในประเทศคูเวต และดูไบมาแล้ว การเรียนรู้ในไลฟ์สไตล์ต่างๆ ของคนชั้นสูงในกลุ่มประเทศอาหรับนั้นเป็น สิ่งที่เขามีโอกาสเรียนรู้และศึกษามาพอสมควร จึงสามารถออกแบบ ได้สอดคล้องกับความต้องการ รวมทั้งให้ความสำคัญในเรื่องของ ความเป็น unique แปลกใหม่ หรูหราไม่เหมือนใคร ในขณะเดียวกัน ต้องมีกลิ่นอายของความเป็นอาหรับอยู่ด้วย

จาก 40 กว่าบริษัทที่เสนองานชิ้นนี้เข้าไปได้รับการคัดเลือก เหลือเพียง 4 บริษัท และมีการจัดบูธแสดงที่พระราชวังแห่งหนึ่งในรัฐอาบูดาบี โดยมีกษัตริย์ของรัฐนี้เป็นผู้เลือก

ผลการตัดสินปรากฏว่าบริษัท Wimbery Allison Tong & Goo จากประเทศอังกฤษ ได้งานออกแบบตัวโครงสร้างทั้งหมด ส่วนงานก่อสร้างจะมีผู้รับเหมาทั้งหมด 3 ราย และบริษัท Kem-pinsKi เป็นเชนบริหารโรงแรม

การได้งานมาว่ายากแล้ว แต่พอทำงานร่วมกับทีมงานกับผู้บริหารยิ่งยากกว่า เพราะระยะแรกเขายังไม่ยอมรับเราว่าเราจะทำงานได้มาตรฐานหรือเปล่า ความคิดของเราจะตามเขาทันหรือเปล่า ตอนแรกเราจะรู้สึกกดดันในเรื่องนี้มาก พอสัก 6-8 เดือน ห้องตัวอย่างออกมาดีมาก เขาก็ยอมรับเรามากขึ้น

แต่ก็หวังไว้ว่าผลงานของเราครั้งนี้จะทำให้เขายอมรับสถาปนิกหรือดีไซเนอร์จากเมืองไทยมากขึ้น"

 

   แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์ •  

 

แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์ (Frank Lloyd Wright) (8 มิถุนายน พ.ศ. 2410 - 9 เมษายน พ.ศ. 2502) สถาปนิกคนสำคัญคนหนึ่งของโลกในศตวรรษที่ 20

   แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์ เกิดที่ เมืองริชแลนด์เซนเตอร์ ใน รัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา เข้าเรียนสาขาวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน และลาออกไปทำงานด้านสถาปัตยกรรม(ทั้งที่เรียนไม่จบ) ในสำนักงานสถาปนิกของ J.L. Silsbee หลังจากนั้นในช่วงปี ค.ศ.1888-1893 ไรท์ได้ทำงานออกแบบกับสถาปนิกที่มีชื่อเสียงของโลกคือ Louis Sullivan (1856-1924) สถาปนิกในกลุ่มชิคาโก ผู้กล่าวคำ“form Follows Function“ และตั้งแต่ปี ค.ศ.1897 เป็นต้นมา ไรท์ได้เริ่มงานในอาชีพสถาปนิกของตนเอง ปี ค.ศ.1900 เขาอาศัยและตั้งสำนักงานอยู่ที่เมืองโอกพาร์ก บริเวณชานเมืองชิคาโก ในรัฐอิลลินอยส์ ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมที่สำคัญ เนื่องจากเป็นที่รวบรวมบ้านพักที่เขาออกแบบไว้กว่า 50 หลังรวมทั้งตัวสำนักงานและบ้านพักของเขาด้วย ผลงานการออกแบบในช่วงแรกของไรต์มีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า "Prairie Houses" โดยชื่อนี้มาจากวิธีการจัดวางพื้นที่และการวางผังการออกแบบภายใน ซึ่งแรงบันดาลใจมาจากบ้านของคนอเมริกันทางตอนเหนือ โดยอาคารหลังนี้ Wright ได้พัฒนาบ้านพักอาศัยรูปแบบใหม่โดยสร้างแนวคิดที่ว่า“Organic Architecture” เป็นบ้านที่ออกแบบให้มีจังหวะของพื้นที่ทั้งภายนอกและภายในได้เป็นอย่างดี ตัวบ้านสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างกลมกลืนสร้างความประทับใจได้มากกว่าบ้านที่ออกแบบในต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นแนวทางที่สำคัญอันหนึ่งของสถาปัตยกรรมสมัยใหม

   ไรท์ใช้เวลาส่วนมากของเขา ระหว่างปี ค.ศ. 1916-1922 อยู่ที่ญี่ปุ่น เพื่อออกแบบโรงแรมอิมพีเรียล ที่กรุงโตเกียว โดยหาข้อมูลวิเคราะห์เรื่องพื้นดินที่จะก่อสร้าง ศึกษาถึงจิตใจ วัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น และศึกษาเรื่องแผ่นดินไหว เป็นต้น 
บ้าน คอฟแมน (kaufman house) หรือที่เรียกกันติดปากว่า บ้านน้ำตก สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1936 ในรัฐเพนซิลวาเนีย เป็นบ้านที่ออกแบบได้กลมกลืนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสวยงามเป็นที่ประทับใจ

พิพิธภัณฑ์กักเก็นไฮม์ (Solomon Guggenheim Museum) ไรท์มีส่วนร่วมในการก่อตั้ง สมาคมศิลปและหัตถกรรมแห่งเมืองชิคาโก (Chicago Arts and Crafts Society) ร่วมกับ Charles Voysey


เขาเชื่อว่าเครื่องจักรกลสามารถนำมาใช้ทำให้สังคมดีขึ้นได้ ถ้ารู้จักนำมาใช้อย่างเหมาะสม ผลงานของไรท์ได้รับอิทธิพลจากงานศิลปของญี่ปุ่น งานออกแบบของไรท์จึงมีความแตกต่างจากบรรดา ศิลปิน ช่างฝีมือ และนักออกแบบในยุคเดียวกัน เช่น กุสตาฟ สติคลี่ย์ (Gustav Stickly 1857-1942 นักออกแบบที่มีชื่อเสียงชาวอเมริกัน) ในปี ค.ศ. 1909 ไรท์ได้เดินทางไปทั่วยุโรป และเมื่อเขาเดินทางกลับมายังสหรัฐอเมริกา ความที่เขามีแนวคิดในเรื่องสถาปัตยกรรมโดดเด่นกว่าคนอื่น และไม่เห็นด้วยกับระบบการศึกษาที่มีอยู่ในช่วงนั้นทั้งหมด บ้านของเขา คือ ทาเลซิน Taleisinจึงได้ก่อตั้งเป็นสถาบันสอนสถาปัตยกรรม โดยมีทั้งที่ตะวันออกและตะวันตก คือ ทาเลซิน ตะวันออกอยู่ที่รัฐวิสคอนซิน ส่วน ทาเลซิน ตะวันตกอยู่ที่รัฐอาริโซน่า ในปี ค.ศ. 1955 โรงเรียน ทาเลซิน ของเขาได้ออกแบบเฟอร์นิเจอร์แบบต่าง ๆ เพื่อการผลิตในระบบสินค้าเพื่อการตลาด โดยมีบริษัทผู้ผลิตคือ บริษัท Heritage Henredon Company ในช่วงท้ายของอาชีพ เขาได้สร้างสรรค์ผลงานเกือบ 500 ชิ้น และยังมีผลงานอีกไม่น้อยที่ไม่ได้สร้างจริง รวมถึงงานเขียนหนังสือที่มีความสำคัญที่เขาได้เขียนไว้อีกเป็นจำนวนมาก

   ไรต์มีผลงานทั้งหมด 362 ชิ้น และประมาณการว่ายังคงอยู่ในปัจจุบัน (ปี 2005) ประมาณ 300 ชิ้น

ผลงานที่มีชื่อเสียง 

• บ้านและสำนักงาน(Frank Lloyd Wright Home-Studio)

1889-1890 

   แม้ว่าบ้านของ Wright จะมีอายุเก่าแก่ถึง 114 ปี แต่สไตล์ไม่ล้าหลังเท่ากับอายุของตัวบ้าน หากคงความร่วมสมัยที่น่าอัศจรรย์ Wright ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านและสตูดิโอหลังนี้นานถึง 20 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1889 ถึง ค.ศ.1909 ซึ่งนอกจากจะเป็นบ้านที่เขาใช้ชีวิตร่วมกับภรรยาคนแรก Catherine Tobin และลูกๆ อีก 6 คนแล้ว ยังเป็นสถานที่ทำงาน สตูดิโอที่ Wright นั่งออกแบบบ้านให้แก่ลูกค้า และเป็นที่ที่ Wright สร้างผลงานที่มีชื่อเสียงหลายแห่งด้วยกัน เช่น อาคาร Robie House อยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยชิคาโกในดาวน์ทาวน์ อาคาร Larking และ อาคาร Unity Temple ที่อยู่ใน Oak Park ไม่ไกลจากบ้านของเขานัก นอกจากนั้น ยังมีแบบพิมพ์เขียวอีกหลายแบบที่ Wright ออกแบบไว้แต่ยังไม่มีการก่อสร้าง
หลังจากที่ Wright ย้ายออกจากบ้านไปในปี ค.ศ.1910 เขาไม่ได้ขายบ้านจนกระทั่งในปี ค.ศ.1925 จากนั้นเจ้าของคนใหม่ได้แบ่งบ้านออกเป็น 7 ส่วนให้เช่า นับตั้งแต่นั้นบ้านและสตูดิโอ ของ Wright ขาดการดูแลรักษา เสื่อมโทรมลงทุกวัน จนกระทั่งเกือบ 50 ปีต่อมา คือในปี ค.ศ.1974 สมาคม Frank Lloyd Wright Home and Studio ได้ถูกก่อตั้งขึ้น เพื่อดำเนินการบูรณะซ่อมแซมบ้านและสตูดิโอ Wright ให้เหมือนใกล้เคียงกับสภาพจริงในช่วงปี ค.ศ.1909 ก่อนที่ Wright จะย้ายออกไปให้มากที่สุด กิจกรรมครั้งนั้นนับเป็นการรวมตัวกันครั้งใหญ่ของนักสถาปนิก นักประวัติศาสตร์ ทั้งในอเมริกาและทั่วโลก โดยมีสถาปนิกทั้งสิ้น 30 คน บริษัทก่อสร้าง 80 แห่ง ช่างฝีมือ ช่างไม้ที่เชี่ยวชาญในธุรกิจก่อสร้างกว่า 350 ชีวิต ภายใต้การสนับสนุนของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสมาคมอีก 150 คน รวมทั้งอาสาสมัครอีกนับพันคน และผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมในช่วงการบูรณะร่วมบริจาคเงินอีกกว่าสามแสนคน นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1974 การบูรณะใช้เวลา ยาวนาน 13 ปี โดยเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1987 หมดค่าใช้จ่ายเป็นเงิน จำนวนสูงถึง 13 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณกว่า 500 ล้านบาท นับว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเมื่อเทียบกับเงิน 5,000 เหรียญ หรือประมาณสองแสนบาทที่ Wright ขอยืมเพื่อใช้สร้างบ้านหลังแรกในชีวิตเขา ด้วยวัยเพียง 20 ปี จากบริษัท Louis Sullivan บริษัทออกแบบ ก่อสร้างชื่อดังในสมัยนั้น ซึ่ง Wright เป็นนักออกแบบลูกจ้างให้ และทำ เงินจำนวนมหาศาลให้แก่บริษัทในขณะนั้น...ปัจจุบัน บ้านและสตูดิโอ แห่งนี้มีความหมายมากเกินกว่าจะเปรียบเป็นมูลค่าได้...


ภายใต้หลังคานี้นอกจากจะให้ความสุขความอบอุ่นแก่ครอบครัว Wright แล้ว ยังคงเป็นเสมือนห้องทดลองให้แก่ Wright ใช้ในการคิดค้นออกแบบบ้านใหม่ให้แก่ลูกค้าอีกด้วย...หลายปีต่อมา Wright ขยายและต่อเติมบ้านเพื่อใช้เป็นสตูดิโอออกแบบ ห้องนัดพบลูกค้า ซึ่งหันหน้าออกถนนชิคาโก ในสมัยนั้นถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่มากที่รวมเอาบ้านที่อยู่อาศัยและที่ทำงานอยู่ในหลังเดียวกัน สำหรับตัวบ้านของ Wright ที่ Oak Park ถือเป็นงานออกแบบรุ่นแรกๆ ของ เขา เป็นงานออกแบบที่มีลักษณะหลังคาหน้าจั่ว มุงด้วยแผ่นไม้ Shingle สไตล์ "Queen Anne" แบบโบราณ ในขณะที่สตูดิโอที่ถูกสร้างในอีก 6 ปีต่อมา Wright ออกแบบให้มีลักษณะหลังคาต่ำและเรียบ มีหน้าต่างเรียงยาว ห้องออกแบบและห้องสมุดเป็นห้องแปดเหลี่ยม ซึ่งสมัยก่อนจะพบห้องลักษณะนี้ตามโบสถ์มากกว่าบ้านที่อยู่อาศัย นี่ถือ เป็นเอกลักษณ์หนึ่งของ Wright ที่ผสมผสานงานสถาปัตยกรรมกับจิตวิญญาณเข้าด้วยกัน Wright ชอบให้แต่ละห้องในตัวบ้านมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างต่างระดับ ไม่ใช่กล่องที่วางต่อๆ กันถัดไป โดยเขาออกแบบ ให้ใช้ฉากกั้นห้องมากกว่าสร้างเป็นผนังอย่างบ้านทั่วไป นอกจากนั้นเขาใช้มาตรฐานความสูงของห้องตามส่วนสูงของตัวเองที่สูงประมาณห้าฟุตแปดนิ้วครึ่ง ซึ่งถือว่าไม่สูงมากนัก ดังนั้นเมื่อเดินเข้าไปในบ้าน Wright จะมีความรู้สึกว่าเพดานบ้านต่ำกว่าบ้านโดยทั่วไป จากนั้นภายนอกตัวบ้านส่วนใหญ่จะไม่มีทางเข้าออกที่ชัดเจน เขาซ่อนประตูทางเข้าไว้อย่างแนบเนียน จากการที่เขามีไอเดียเช่นนี้ทำให้สถาปนิกรุ่นหลังวิจารณ์ว่า เป็นเพราะ Wright ไม่ชอบสังคมกับเพื่อนบ้าน และมีความเป็นส่วนตัวสูง เขาจึงออกแบบบ้านให้มีลักษณะปิดมากกว่าเปิด ซึ่ง Wright แนะนำลูกค้าของเขาให้ซื้อที่ดินที่อยู่ไกลไปจากตัวเมืองให้มากที่สุด เช่นเดียวกับตัวเขาเองที่ในที่สุดไม่สามารถทนสังคมเมืองที่วิ่งเข้าสู่บ้านเขาได้... 
Wright ย้ายจาก Oak Park กลับไปยังบ้านเกิดของเขาที่ Wisconsin ในปี ค.ศ.1911 เขาได้สร้างบ้าน "Taliesin" หมายถึง "หน้าผาอันเจิดจรัส" ซึ่งเป็นบ้านและสตูดิโอแห่งที่สองของเขา Taliesin มีลักษณะผสมผสานลดหลั่นบิดเบี้ยวไม่เท่ากัน หลังคาเตี้ย ตัวบ้านแตกต่างจากสไตล์ทั่วๆ ไป ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของบ้านหรืออาคารสไตล์ "Prairie" อันโด่งดังของ Wright ผลงานของ Wright ส่วนใหญ่เป็นการผสมผสานระหว่างงานศิลปะและสถาปัตยกรรมจากประเทศต่างๆ ได้แก่ อังกฤษ ออสเตรีย และญี่ปุ่น ที่ลงตัว เรียกได้ว่า เป็นสิ่งแปลกใหม่ที่เป็นอมตะจนถึงยุคปัจจุบัน

ปัจจุบันบ้านและสตูดิโอของ Wright ได้ถูกบูรณะและอนุรักษ์เป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าและแรงบรรดาลใจให้แก่เหล่าสถาปนิกรุ่นใหม่ที่หลงใหลในอัจฉริยะของ Wright ภายใต้การดูแลของ Frank Lloyd Wright Preservation Trust ซึ่งเปิดทัวร์ให้บุคคลทั่วไปเข้าชม ในวันธรรมดา 3 รอบ เริ่มตั้งแต่รอบ 11.00 น. รอบ 13.00 น. และรอบ 15.00 น. เป็นรอบสุดท้าย ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ เปิดตั้งแต่ 11.00 น.-15.30 น. โดยทัวร์จะเริ่มทุกๆ 20 นาที ค่าเข้าชม 9 เหรียญฯ

 สถาปนิกไทยแชมป์เขียนแบบระดับโลก

2 สถาปนิก "สุรชัย เอกภพโยธิน-จุฑาทิพย์ เตชะจำเริญ" สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย ไปคว้ารางวัลชนะเลิศประกวดแบบ"ควีนส์ พลาซ่า"ที่นครนิวยอร์ก ในการประกวดแบบระดับโลก มีผู้เข้าแข่งขันถึง 17 ประเทศ รวม 191 ทีม เจ้าตัวเปิดใจไม่คาดฝันจะประสบความสำเร็จขนาดนี้ วาดโครงการในอนาคตนำเงินรางวัล 1 หมื่นเหรียญหรือ 4.5 แสนบาท เป็นทุนตั้งต้นเปิดบริษัทสถาปนิกในประเทศไทย เผย"ควีนส์ พลาซ่า"เป็นย่านธุรกิจอันจอแจ มีลักษณะคล้ายๆ กทม.บ้านเรา การออกแบบมุ่งพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางคมนาคมและการสื่อสาร แก้ปัญหาของประชาชนที่ใช้บริการเป็นหลัก ซึ่งสถาบันผู้จัดการแข่งขันก็จะนำแนวคิดจากผลงานไปดำเนินการต่อไป เสนอ กทม.น่าจะจัดประกวดลักษณะเดียวกันนี้บ้างเพื่อแก้ปัญหาให้คน กทม. เผยประวัติคนไทยคนเก่งทั้งสองเรียนจบสถาปัตย์จากลาดกระบังมาด้วยกัน แล้วไปเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐ ปัจจุบันทำงานในบริษัทสถาปนิกในนิวยอร์กคนละแห่ง รายงานข่าวเปิดเผยว่า สถาปนิกไทย 2 คน คือ นายสุรชัย เอกภพโยธิน และ น.ส.จุฑาทิพย์ เตชะจำเริญ ได้สร้างชื่อให้กับประเทศไทย ด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันโครงการออกแบบแนวความคิดในการเปลี่ยนรูปโฉมควีนส์ พลาซ่า สำหรับศตวรรษที่ 21 โดยมีการมอบรางวัลเมื่อประมาณกลางเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา นางแคลร์ ชูลแมน ประธานย่านควีนส์ เปิดเผยว่า ควีนส์ พลาซ่า เป็นหัวใจในภาพลักษณ์ใหม่ของเกาะลองไอส์แลนด์ และเป็นการผนวกการคมนาคม ชุมชน เศรษฐกิจและวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน เพื่อให้ควีนส์ พลาซ่า เป็นศูนย์กลางของนิวยอร์กในศตวรรษที่ 21 สำหรับผลงานของผู้เข้าแข่งขันจะนำไปเป็นแหล่งความคิดของผู้นำชุมชน ผู้นำธุรกิจที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาเกาะลองไอส์แลนด์ ด้านนายเรย์มอนด์ แกสทิล จากสถาบันแวน แอลเลน ซึ่งเป็นผู้จัดการแข่งขันกล่าวว่า ควีนส์ พลาซ่า กำลังจะเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในมหานครนิวยอร์ก และแนวความคิดของผู้เข้าแข่งขันเสนอให้ควีนส์ พลาซ่าเป็นสถานที่สำหรับชุมชนเมืองที่มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา มีการแสดงทางวัฒนธรรม แสดงความคิดเห็นของชุมชน และมีการพัฒนา ไม่ใช่เป็นแต่เพียงจุดเชื่อมต่อของการเดินทาง สำหรับโครงการของนายสุรชัยและ น.ส.จุฑาทิพย์ เป็นการเชื่อมโยงการสื่อสารระหว่างสถานีรถไฟใต้ดิน ทางเท้า และที่สาธารณะ เพื่อให้ผู้เดินทางสามารถติดต่อกับควีนส์ พลาซ่าได้ที่จุดเชื่อมต่อการเดินทางเจเอฟเค พร้อมกับเน้นกิจกรรมของสาธารณชนและการมีปฏิกิริยาโต้ตอบของผู้เดินทาง การออกแบบยังให้ความสะดวกสำหรับผู้ที่เดินทางเป็นประจำเช่น ที่จอดรถ และยังมีกิจกรรมพิเศษอย่าง งานแสดงนิทรรศการ การออกร้าน ขายของ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมพิเศษต่างๆ ที่จะมีขึ้นตลอดเวลา นายสุรชัย และ น.ส.จุฑาทิพย์ อธิบายถึงโครงการว่า ควีนส์ พลาซ่า เป็นประตูระหว่างย่านแมนฮัตตันและย่านควีนส์ ซึ่งเป็นย่านการค้าที่สำคัญที่สุด และออกแบบโดยคำนึงถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรม โครงการนี้ต้องการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นจุดศูนย์กลางการคมนาคม โดยเชื่อมต่อการคมนาคมต่างๆ ให้เข้ากับเทคโนโลยีการสื่อสาร เพื่อผู้เดินทางทุกคน สำหรับการแข่งขันโครงการออกแบบแนวความคิดในการเปลี่ยนรูปโฉมควีนส์ พลาซ่า มีผู้ส่งโครงการเข้าประกวดเกือบ 191 โครงการ จาก 17 ประเทศ ผู้ที่ได้รับรางวัลที่ 1 จะได้เงิน 10,000 เหรียญ หรือ 450,000 บาท ที่ 2 ได้เงิน 5,000 เหรียญ หรือ 225,000 บาท ที่ 3 ได้เงิน 2,500 เหรียญ หรือ 112,500 บาท ทั้งนี้ นายสุรชัย และ น.ส.จุฑาทิพย์ จบการศึกษาปริญญาโทด้านสถาปัตยกรรมจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ปริญญาตรีในสาขาเดียวกันจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง และขณะนี้นายสุรชัยทำงานอยู่ที่บริษัทเมลต์เซอร์/แมนเดล ส่วน น.ส.จุฑาทิพย์ทำงานอยู่ที่บริษัทเมอริเดียน ดีไซน์ แอตโซซิเอทส์ ในนครนิวยอร์ก ทางด้านนายสุรชัย เปิดเผย "ข่าวสด" ถึงการเข้าประกวดการออกแบบทางสถาปัตยกรรม จนคว้าชัยชนะครั้งนี้ว่า เข้าประกวดแบบเป็นครั้งแรกในระดับชาติ ตอนได้ข่าวจากสถาบันแวน แอลเลน ว่ามีการประกวดแบบ ก็คิดจะส่ง เพราะสถาบันนี้จัดประกวดครั้งที่แล้วได้จัดการแข่งขันแบบเกี่ยวกับบูธขายตั๋วที่ไทม์ สแควร์ ซึ่งเป็นการประกวดแบบครั้งใหญ่ที่สุดของนิวยอร์ก ส่วนครั้งนี้เป็นการแข่งขันออกแบบควีนส์ พลาซ่า ซึ่งก็น่าสนใจเพราะที่ควีนส์ พลาซ่า มีอะไรบางอย่างที่เป็นปัญหาคล้ายๆ กับกรุงเทพฯ ของเรา เช่นมีรถไฟลอยฟ้า การจราจรที่ค่อนข้างสับสนวุ่นวาย ในที่สุดก็ตัดสินใจสมัครประกวดแบบในวันสุดท้าย หลังจากนั้นก็ใช้เวลาในการสำรวจพื้นที่และคิดแบบร่างประมาณ 1 เดือน ช่วงแรกจะเปลี่ยนแบบตลอด มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันและแก้ไขจนกว่าจะได้แบบที่พอใจ จากนั้นก็ใช้เวลาทำงานประมาณ 1 เดือน โดยใช้เวลาว่างหลังจากงานประจำหรือวันเสาร์และอาทิตย์ สถาปนิกไทยกล่าวว่า สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในวงการสถาปัตยกรรมปัจจุบันนี้ได้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นส่วนสำคัญในการช่วยทำงานและสร้างความคิดใหม่ๆ ทีมของเราก็ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำแบบจำลอง 3 มิติ โดยทุกอย่างจะเป็น 3 มิติเหมือนกับแบบจำลองของจริง และสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ช่วยในการทำงานอย่างมาก "ตอนแรกทางแวน แอลเลน ได้ติดต่อมาว่าผลงานของผมติดท็อปเท็น แต่ไม่ได้บอกว่าได้รางวัลอะไร หลังจากนั้นทางแวน แอลเลน ก็ติดต่อมาอีกว่าให้ไปที่งานประกาศผล พอตอนรู้ผลก็ประหลาดใจมากเพราะไม่คิดว่าจะได้ถึงรางวัลที่ 1 จากนั้นก็รู้สึกดีใจที่ได้มีผลงานของทีมงานและของคนไทยที่สามารถชนะในการประกวดระดับโลก เงินที่ได้ประมาณ 10,000 เหรียญสหรัฐ คิดว่าจะนำไปใช้เป็นทุนในการเปิดบริษัทของตัวเองต่อไปในอนาคต" นายสุรชัยกล่าว และว่า ทางสถาบันแวน แอลเลน และสำนักงานแห่งควีนส์ โบโร่ จะนำแนวความคิดบางส่วนจากผลงานนี้ไปศึกษาความเป็นไปได้ เพื่อนำไปประยุกต์ในการปรับปรุงควีนส์ พลาซ่า ต่อไปในอนาคต ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางบริษัทต้นสังกัดได้ตอบแทนความสามารถอย่างไรบ้าง นายสุรชัยตอบว่า งานนี้เรา 2 คนส่งประกวดเป็นการส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับบริษัท แต่ทางบริษัทของเรา 2 คนเมื่อทราบข่าวก็มีความยินดี และพร้อมให้การสนับสนุนในการเผยแพร่งานออกไป มีการจัดงานให้ทีมของเราบรรยายเกี่ยวกับความคิดในการประกวดแบบครั้งนี้ นอกจากนี้ทางสถาบันแวน แอลเลน และทางบริษัทยังสนับสนุนที่จะตีพิมพ์งานลงหนังสือพิมพ์ และนิตยสารทางสถาปัตยกรรมต่างๆ เช่น นิวยอร์ก ไทมส์, อาร์คิเทกเจอร์ เรกคอร์ด เป็นต้น สำหรับอนาคตก็คงกลับประเทศไทย เพราะอยากทำงานในประเทศไทยมากกว่า และคงเปิดบริษัทเป็นของตนเอง รางวัลที่ได้มาถือเป็นแค่จุดเริ่มต้นไปสู่ความสำเร็จเท่านั้น "ความดีความชอบจากความสำเร็จครั้งนี้ ขอยกให้ครอบครัวและเพื่อนของเรา 2 คนที่เป็นกำลังใจ และให้การสนับสนุนแก่เราเสมอ และก็อยากจะขอบคุณสื่อที่ช่วยเผยแพร่ข่าวนี้ในวงกว้าง เพื่อให้คนไทยสนใจอยากที่จะปรับปรุงเมืองของเราให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น โดยอาจจะมีการเปิดการประกวดความคิดเกี่ยวกับการปรับปรุงพื้นที่สาธารณะในประเทศของเราให้มากขึ้น ซึ่งการประกวดแบบในลักษณะนี้บ้านเรายังน้อยอยู่ ไม่เหมือนอย่างบางประเทศในยุโรป อเมริกา และเอเชีย ผมอยากให้มีการส่งเสริมให้มากขึ้น เพื่อที่ให้บ้านเมืองของเราจะได้ดียิ่งขึ้นและเป็นการเปิดโอกาสให้สถาปนิกและนักออกแบบหน้าใหม่ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ต่อไป" สถาปนิกมือรางวัลกล่าวในที่สุด  

 

           
       
           
 
เมื่อโรงเรียนศิลปากรได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2486 ได้เปิด สอนเพียงคณะเดียว คือ คณะจิตรกรรมและประติมากรรม ต่อมาในปี พ.ศ. 2498 ได้ตั้ง คณะสถาปัตยกรรมไทยและโบราณคดี ตามลำดับ แต่เนื่องจากคณะจิตรกรรมและ ประติมากรรม ในขณะนั้นมีวิชาการตกแต่ง (Decoration) อยู่ในหลักสูตรด้วย และ นักศึกษาที่จบการศึกษารุ่นแรกๆ บางคน ได้ออกไปทำงานทางด้านการตกแต่งภายใน จนประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพพอสมควร กอปรกับสังคมไทยในขณะนั้นมี แนวโน้มให้เห็นว่า ต้องการผู้มีความรู้ความสามารถในสาขาวิชาการออกแบบตกแต่งมากขึ้น ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งคณบดี คณะจิตรกรรมและ ประติมากรรม จึงได้หารือร่วมกับศาสตราจารย์ ม.จ.ยาใจ จิตรพงศ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ม.ร.ว. พูนสวาท กฤดากร และ ม.จ. เฉลิมสมัย กฤดากร ซึ่งเป็นข้าราชการในกรมศิลปากร ด้วยกัน และกำลังสอนวิชาศิลปะการตกแต่งอยู่ในคณะจิตรกรรม จัดทำโครงการจัดตั้งคณะ และหลักสูตรคณะมัณฑนศิลป์ขึ้น จนบรรลุผลสำเร็จเป็นคณะวิชาที่ 4 ของมหาวิทยาลัย ศิลปากร โดยเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกในปีการศึกษา 2499
     
   
 
       
           
 
  คณบดี คณะมัณฑนศิลป์ จากอดีตถึงปัจจุบัน
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี
หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร
ศาตราจารย์ หม่อมเจ้ายาใจ จิตรพงศ์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ม.ร.ว. พูนสวาท กฤดากร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์เสริมศักดิ์ นาคบัว
ผู้ช่วยศาสตราจารย์เอนก วีรเวชชพิศัย
อาจารย์จักร ศิริพานิช
ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรรณเพ็ญ ฉายปรีชา
อาจารย์นิรันด์ ไกรฤกษ์
ผู้ช่วยศาสตราย์พงษ์ศักดิ์ อารยางกูล
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธีระ ปาลเปรม
ผู้ช่วยศาสตราจารย์วัฒนพันธุ์ ครุฑะเสน
           
 

ปณิธาน
“สร้างบัณฑิตให้มีคุณธรรม และภูมิปัญญา ด้วยความคิดสร้างสรรค์ในศิลปวิทยาการ เพื่อร่วมพัฒนาสังคมไทยให้ยั่งยืน”

ปรัชญา & วัตถุประสงค์
“ผลิตบัณฑิตให้เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ในการสร้างสรรค์งานทางด้านมัณฑนศิลป์ เป็นผู้รอบรู้ มีทัศนคติอันดีงาม รู้จักคิด วินิจฉัย มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถพัฒนาตนเอง มีคุณธรรม และนำคุณประโยชน์มาสู่สังคม”

พัฒนาการของหลักสูตร 


หลักสูตรปีการศึกษา 2499 - 2516 

คณะมัณฑนศิลป์จัดการศึกษาปีแรกในปีการศึกษา 2499 หลักสูตรปีการศึกษา 2499 - 2516 เป็นหลักสูตรสาขาออกแบบตกแต่งภายในสาขาวิชาเดียว โดยพัฒนามาจากหลักสูตร คณะจิตรกรรมและประติมากรรม มีการศึกษาทางวิจิตรศิลป์ เพื่อให้มีความรู้และทักษะ ทางศิลปะปฏิบัติ แล้วจึงแยกมาศึกษาเฉพาะด้านการออกแบบตกแต่งภายใน ซึ่งเป็น ประยุกต์ศิลป์ เพื่อสนองความต้องการของสังคมไทย ที่ยังขาดนักออกแบบตกแต่งภายใน โครงสร้างหลักสูตรแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มวิชา คือ กลุ่มวิชาเอกและกลุ่มวิชาโท 
กลุ่มวิชาเอกประกอบด้วย รายวิชา เช่น ศิลปการตกแต่ง วัสดุการตกแต่ง สถาปัตยกรรมการตกแต่ง และวิชาช่างไม้ เป็นต้น สำหรับกลุ่มวิชาโทเป็นรายวิชาที่ให้ ความรู้ความสามารถกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ประกอบด้วยรายวิชา เช่น ทัศนียวิทยา ประวัติศาสตร์ศิลปะ วิจัยศิลปไทย สถาปัตยกรรมไทย ทฤษฎีโครงสร้าง เครื่องเคลือบ ดินเผา คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ เป็นต้น 
การจัดการศึกษาแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับอนุปริญญา หลักสูตร 3 ปี และระดับ ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี นักศึกษาที่สำเร็จ การศึกษา จะได้รับอนุปริญญาศิลปบัณฑิต (มัณฑนศิลป์) หรือปริญญาศิลปบัณฑิต (มัณฑนศิลป์) ตามลำดับ 

หลักสูตรปีการศึกษา 2517 - 2528
 
ในปี พ.ศ. 2517 คณะมัณฑนศิลป์ได้ปรับปรุงหลักสูตร มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่อง ปรัชญา และวัตถุประสงค์หลักสูตร หลักสูตรฉบับ ปรับปรุง มีปรัชญาการศึกษาที่สำคัญ คือ การจัดการศึกษาให้บัณฑิตเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ในวิชาชีพประยุกต์ศิลป์ และมี ความรู้ พื้นฐานด้านมนุษย์ศาสตร์ และสังคมศาสตร์ควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เป็น นักออกแบบงานศิลปะ ที่มีความคิดความรู้เกี่ยวกับสังคมมนุษย์กว้างขวาง และเป็นมนุษย์ สมบูรณ์ โครงสร้างหลักสูตรฉบับปรับปรุง แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มวิชา ได้แก่
1.กลุ่มวิชาพื้นฐานมนุษย์ศาสตร์ และสังคมศาสตร์ นักศึกษาทุกคณะวิชาต้องศึกษา
2.กลุ่มวิชาพื้นฐานทางศิลปปฏิบัติและทฤษฎีศิลปะ นักศึกษาทุกสาขาวิชาใน คณะมัณฑนศิลป์ ต้องศึกษาเพื่อให้มีมาตรฐานทาง ศิลปะ ปฏิบัติและทฤษฎีศิลปะในระดับ เดียวกัน และทำให้นักศึกษาสามารถขอโอนย้าย สาขาวิชาภายในคณะฯ ได้ง่ายยิ่งขึ้น
3.กลุ่มวิชาเอกหรือวิชาบังคับของสาขาวิชา เป็นกลุ่มวิชาที่สร้างความรู้ความ สามารถ ในวิชาชีพโดยตรง นักศึกษาในสาขาวิชานั้น ต้องศึกษาให้ครบถ้วน 
4.กลุ่มวิชาเลือก เป็นกลุ่มวิชาที่เสริมความรู้ในวิชาชีพให้กว้างขวาง และส่งเสริม ความสนใจ ความถนัดส่วนบุคคล ให้มีโอกาสพัฒนามากขึ้น 
ในด้านการจัดการศึกษาได้เปลี่ยนมาใช้ระบบหน่วยกิต และยกเลิกการศึกษาระดับอนุปริญญาศิลปบัณฑิต (มัณฑนศิลป์) ให้เพียงระดับปริญญาศิลปบัณฑิต หลักสูตร 4 ปี ได้เพิ่มสาขาวิชาเป็น 4 สาขา ได้แก่ สาขาวิชาออกแบบตกแต่งภายใน สาขาวิชาออกแบบ นิเทศศิลป์ สาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์ และสาขาวิชา ประยุกต์ศิลปศึกษา 

หลักสูตรปีการศึกษา 2529 - 2536
คณะมัณฑนศิลป์ได้ปรับปรุงหลักสูตรในปี พ.ศ. 2529 โดยปรับปรุงวัตถุประสงค์และ เนื้อหาการเรียนการสอนของทุกสาขาวิชา และเพิ่มสาขาวิชาเครื่องเคลือบดินเผา ทั้งนี้ ให้เป็นหลักสูตรมีความทันสมัย และตอบสนองคามต้องการของสังคม และตลาดแรงงาน ปัจจุบัน โครงสร้างหลักสูตรแบ่งเป็นกลุ่มวิชาเหมือนเดิม การจัดการศึกษาใช้ระบบหน่วยกิต และมีระดับปริญญาศิลปบัณฑิต 

หลักสูตรปีการศึกษา 2537 - ปัจจุบัน 
การปรับปรุงหลักสูตรครั้งล่าสุดของคณะฯ ในปี พ.ศ. 2537 และใช้มาจนกระทั่ง ปัจจุบันนี้ ปรับปรุงการเรียนการสอนรายวิชาแกน ของคณะแยกตามสาขาวิชา โดยมี วัตถุประสงค์ให้บัณฑิต เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ในการสร้างสรรค์งานด้านมัณฑนศิลป์ เป็นผู้รอบรู้ มีทัศนคติอันดีงาม รู้จักคิดวินิจฉัย มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถพัฒนาตนเอง มีคุณธรรมและนำคุณประโยชน์มาสู่สังคม

     
   
       
   
       
     
       
 

 

Architectural of Thailand
Architecture of Thailand: A Guide to Traditional and Contemporary Forms
Nithi Sthapitanonda and Brian Mertens
Jan 01, 2006Thailand has not one architecture, but at least three, each with regional variations. First, a vernacular architecture of bamboo or wooden houses on posts, with prefabricated walls, steep gable roofs and an open space below the house for family use or keeping animals. Second, a ceremonial architecture of richly ornamented temples and palaces that is distinctly Thai yet subsumes influences from India, Burma, Cambodia, Laos, China and the West. Third is the nation’s assortment of immigrant, foreign and modern architectures in both pure and hybrid forms. The most vital features of Thai culture are embodied in buildings, so this book illuminates not only architecture but Thai tradition and history. 

Religious and royal architecture especially have evolved through a process of layering. To understand it, one has to peel off the layers—influence, function, ornament and meaning—and consider the forms one by one. This ‘layering’ is a form in itself, one that expresses a Thai way of looking at the world that has been profoundly shaped by a 13th-century Siamese treatise on Theravada Buddhist cosmology called the Traiphum. 

Religious architecture is viewed in terms of the special features and functions of each building in the temple compound. Regional stylistic variations are also presented. With more than 900 photos and drawings, some 100 chapters form sections devoted to the GrandPalace; the elements and ornamentation of palaces and temples; and architecture shaped by immigrants and by foreign tradition. 

The book covers topics little documented elsewhere including Thailand’s Islamic architecture, shop houses, Siamese-style bonsai gardening, courtyard walls and gates, and ornament such as glass mosaic. Finally the authors look at today’s innovative adaptation of traditional Thai forms in modern architecture.

As one of Thailand"s leading architects and head of the nation"s top architectural consultancy, Nithi Sthapitanonda has observed tremendous changes in local architectural trends. His own work often involves designing high-rise commercial buildings, but his passion is creating single-family homes. "I love doing houses because they offer the challenge of designing everything down to the smallest detail." Nithi designs about five houses a year. In 1992, he decided to build his own family weekend retreat in Chiang Mai. The work is informed by a lifetime of reflection upon Thai architecture. Nithi determined that contemporary Thai architecture is shifting away from Western influence and reviving local traditions. The family retreat served as a testing ground for Nithi"s related thinking. The house site is in the quiet valley of Mae Rim outside Chiang Mai, the capital of Thailand"s culturally rich northern region, situated against the picturesque backdrop of the Doi Suthep mountains and broad stretches of rice fields. The compound features four cabins, three of which are old, reclaimed rice barns. The fourth is a new, two-storey structure notable for its multi-tiered, tapering roof, a citation from local temple architecture. The interior layout is straightforward, with an open living and dining room on the first floor and single bedroom on the second floor. This house rises over the reclaimed rice barns, helping set a stylistic tone for the surrounding resort development. Two of the rice barns serve as pavilions for visitors. Nithi left some of the barns" elements in their original state while dramatically reinventing others. The third rice barn is more primitive, with little function. It serves mostly to enclose the courtyard grouping and complete Nithi"s rustic misc-en-scene. The success of Nithi"s Mae Rim weekend retreat has satisfied his initial attempt to formulate a contemporary Thai architectural style.  The residence earned him the Association of Siamese Architects" Gold Medal Award and became one of Thailand"s most talked-about houses. Nithi explains, "My ideal has long been to do architecture inspired by Thai traditions, but it has been difficult to sell this to clients. If I had only known that the best way to educate them was by building a house of my own, I would have done it a lot sooner."

 

ภิญโญ สุวรรณคีรี

 
รศ.ดร. ภิญโญ สุวรรณคีรี ระหว่างการบรรยาย

รองศาสตราจารย์ ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี (10 มีนาคม 2480 - ) สถาปนิกสาขาสถาปัตยกรรมไทย นักการศึกษาสถาปัตยกรรมไทยประเพณี ศิลปินแห่งชาติและราชบัณฑิตสำนักศิลปกรรม ประเภทสถาปัตยศิลป์ เป็นผู้มีความสนใจงานด้านสถาปัตยกรรมไทยมาตั้งแต่เด็ก ในขณะที่มีอายุ 8 ขวบ พระครุปทุมธรรมธารี วัดสามบ่อ จังหวัดสงขลา ได้นำไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม เนื่องจากพระครูปทุมธรรมธารี มีความสามารถพิเศษ คือ เป็นช่างลาย เมื่อมีงานที่วัด ท่านพระครูฯ ก็จะลงมือเขียนลวดลายต่าง ๆ ด้วยตัวท่านเอง ดร.ภิญโญก็เกิดความสนใจและช่วยเป็นลูกมือ ท่านพระครูฯ จึงได้สอนการเขียนลายต่าง ๆ ให้

 

การศึกษา

ขณะศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เข้าสอบวิชาวาดเขียนตรี วาดเขียนโท และวาดเขียนเอกที่วิทยาลัยเพาะช่าง ได้รับประกาศนียบัตรเป็นครูสอนวิชาวาดเขียนของกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพญาไทได้รับเป็นอาจารย์สอนวิชาวาดเขียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพญาไท โดยเริ่มชีวิตความเป็นครูตั้งแต่นั้นมา

 

 
ราชบัณฑิตภิญโญ สุวรรณคีรีในระหว่างการทำงาน

หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ได้เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ประจำที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการสอนในวิชาสถาปัตยกรรมไทย คิดค้นวิธีการเรียนการสอนขึ้นใหม่ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานในการเรียนการสอนทั่วทุกมหาวิทยาลัยมาตราบจนเท่าทุกวันนี้

นอกจากการเป็นอาจารย์แล้ว ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ได้รับใช้พระศาสนา โดยการออกแบบอาคารทางศาสนาเรื่อยมา และเมื่อครั้งที่ทำการออกแบบอาคารประถมพุทธศาสตร์ จิตตภาวันวิทยาลัย อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อ พ.ศ. 2510 โดยได้ทำงานด้วยความตั้งใจเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา อานิสงฆ์ดังกล่าวส่งผลให้ได้รับทุนไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เมืองฟิลาเดลเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทจากประเทศสหรัฐอเมริกา รองศาสตราจารย์ ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ได้กลับมารับราชการตลอดมา

 

จากการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านสถาปัตยกรรมไทยจนเป็นที่ยอมรับ ทำให้ได้รับการประกาศเกียรติคุณจากหลายหน่วยงาน ได้แก่ คนดีศรีมหาวชิราวุธ ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ปริญญาสถาปัตยกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สถาปนิกดีเด่น บุคคลตัวอย่างด้านการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมไทย สถาปนิกผู้มีผลงานดีเด่นด้านการสร้างสรรค์ผลงานสถาปัตยกรรมไทย ประเภทกิจกรรมและโครงการดีเด่น สถาปนิกผู้มีผลงานดีเด่น ด้านการอนุรักษ์ สร้างสรรค์ และสืบทอดผลงานสถาปัตยกรรมไทย การยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) บุคคลดีเด่นของชาติ สาขาพัฒนาสังคม (สถาปัตยกรรมไทย) ได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา (ดม.ศ.) รางวัลนิคเคอิเอเชีย ไพรซ์ สาขาศิลปวัฒนธรรม และอื่นๆอีกมากมาย

อาจารย์ภิญโญได้รับเชิดชูเกียรติจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นศาสตราภิชาน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 - 30 กันยายน 2554 ในสาขาสถาปัตยกรรม

  • 2531: โล่เชิดชูเกียรติผู้บำเพ็ญประโยชน์ มูลนิธิมหาวชิราวุธ
  • 2531: ปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • 2536: บุคคลตัวอย่างด้านอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมไทย สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์
  • 2536: ปริญญาสถาปัตยกรรมศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
  • 2537: พระราชทานกิตติบัตร สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์
  • 2537: รางวัล ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
  • 2538: พระราชทานโล่และเข็มเชิดชูเกียรติ
  • 2539: สถาปนิกผู้มีผลงานดีเด่นด้านการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมไทย คณะกรรมการวันอนุรักษ์มรดกไทย
  • 2540: โล่เชิดชูเกียรติคนดีศรีมหาวชิราวุธ สมาคมนักเรียนเก่ามหาวชิราวุธ
  • 2540: สถาปนิกดีเด่นด้านการอนุรักษ์ สร้างสรรค์และสืบทอดผลงานสถาปัตยกรรมไทย คณะกรรมการวันอนุรักษ์มรดกไทย
  • 2540: บุคคลดีเด่นของชาติ สาขาพัฒนาสังคม คณะอนุกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ
  • 2540: เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ดิเรกคุณาภรณ์ ชั้นที่ 4
  • 2541: เครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฏไทย ชั้นที่ 1
  • 2542: เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์
  • 2543: นิคเคอิ เอเชียไพรซ์

สถาปนิกมือเขียน Perspective ระดับมีฝีมือ  ของเมืองไทยท่านหนึ่ง

Among Thailand's master architectural illustrators, Arwut Ankawut isone of the most highly commended, not only by Thai architects but also by his clients worldwide. The hundreds of his work which he has created have come to represent an important chapter in Thai architectural history.

..Arwut has a very clear vision about what constitutes "beauty" and what constitutes good taste in the realm of the "arts". For along time he has been exploring the natural elements of architectural drawing,and he has a complete understanding of the rules of natural light. He posesses a nutural gift for observation in both the sciences and the arts, he is more inside than most. This gift enables him to draw images that contain as much reality as reality itself, in term of lighting techniques and element composition. All of Arwut's works are lively and relaxing. His architectural study has helped him in creating the perfect architectural drawing, which in turn becomes a masterpiece of perspective drawing for those interested in the flied.

 

มาริโอ ตามานโญ ยี่สิบห้าปี แห่งการเป็น สถาปนิก ในราชสำนักสยาม (๒๔๔๓-๒๔๖๘)
 

เรื่อง: เอเลนา ตามานโญ
 

มาริโอ ตามานโญ ในราวต้นศตวรรษที่ ๒๐ (ภาพ : เอเลนา ตามานโญ)

ภายหลังจากที่ คุณพ่อ ของดิฉัน ถึงแก่กรรม ในปี พ.ศ.๒๕๓๘ เราได้พบกล่องไม้สัก หลายใบ ภายในบรรจุภาพวาด ภาพถ่าย และเอกสารของ มาริโอ ตามานโญ กล่องเหล่านี้ ถูกส่งจาก กรุงเทพฯ กลับไปยังตูริน เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๙ และคงไม่เคยมีใคร แตะต้องอีกเลย นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๔ (ปีที่ท่านถึงแก่กรรม) ทว่าข้าวของ ที่บรรจุภายใน ยังอยู่ในสภาพดี และได้ช่วยให้เรา เรียนรู้เกี่ยวกับ ผลงานสถาปัตยกรรม ของคุณปู่ ซึ่งก่อนหน้านี้ เป็นเพียงเรื่องเล่าในครอบครัว มาริโอ 
ตามานโญ เกิดที่ ตูริน เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๒๐ ภายหลังจบการศึกษาทาง สถาปัตยกรรม จากสถาบันประณีตศิลป์ อัลแบร์ติน่า แห่งตูริน เขาได้มีโอกาส เดินทางเข้ามารับราชการกับ กระทรวงโยธาธิการ ของสยาม ตามานโญ เดินทางเข้ามาถึงกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.๒๔๔๓ และทำสัญญา ระยะเวลายี่สิบห้าปี กับรัฐบาล ในขณะนั้น เนื่องด้วย พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชนิยมใน ศิลปะอิตาเลียน ผู้บังคับบัญชา และผู้ร่วมงานของตามานโญ ในกระทรวง โยธาธิการ จึงเป็นชาวอิตาเลียนเกือบทั้งหมด ฝีมือ และผลงานของเขา เป็นที่ยกย่อง 
ตามานโญ ยังได้รับ ความไว้วางพระทัย และพระเมตตา จากสมเด็จฯ เจ้าฟ้า กรมพระยา นริศรานุวัดติวงศ์ องค์เสนาบดี กระทรวงโยธาธิการ ตลอดระยะเวลา ยี่สิบห้าปี ในการรับราชการ ในราชสำนักสยาม ผลงาน การออกแบบของเขา มีมากมาย เริ่มจากชิ้นแรกคือ สะพานมัฆวานรังสรรค์ ต่อจากนั้น ก็ได้แก่ พระที่นั่งอัมพรสถาน และพระที่นั่งอภิเษกดุสิต ในพระราชวังดุสิต, วังบางขุนพรหม 

ภาพด้านหน้าของวังเจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์ (วังบางขุนพรหม) กรุงเทพฯ (พ.ศ.๒๔๔๖-๒๔๔๘)(ภาพ : เอเลนา ตามานโญ)

ตำหนักปารุสกวัน และตำหนักจิตรลดา สะพานผ่านฟ้าลีลาศ, พระที่นั่งราชฤทธิ์รุ่งโรจน์ และก่อนจะสิ้นรัชกาล พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ตามานโญ ได้เริ่มงาน โครงการขนาดใหญ่ สองชิ้น คือ พระที่นั่งอนันตสมาคม และพระราชวังพญาไท 

พระที่นั่งอนันตสมาคม กรุงเทพฯ (พ.ศ.๒๔๕๑-๒๔๕๙) (ภาพ : เอเลนา ตามานโญ)


ภาพตัด และผังพื้น ท้องพระโรงวังพญาไท กรุงเทพฯ (พ.ศ.๒๔๖๒) (ภาพ : เอเลนา ตามานโญ)


ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่เวรแบบอย่าง กระทรวงโยธาธิการ ที่วันพระเชตุพน ในราวต้นศตวรรษที่ ๒๐ (ภาพ : เอเลนา ตามานโญ)

มาในรัชกาล พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ผลงาน สถาปัตยกรรม ของตามานโญ ยิ่งหลากหลายมากขึ้น เขาออกแบบ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สถานีรถไฟหัวลำโพง 

ภาพด้านข้างของ สถานีรถไฟ กรุงเทพฯ (พ.ศ.๒๔๕๕) (ภาพ : เอเลนา ตามานโญ)

สถานีรถไฟสวนจิตรลดา, สะพานขนาดเล็กในชุด "เจริญ" ที่สร้างขึ้น ในโอกาส วันเฉลิม พระชนมพรรษา ของรัชกาลที่ ๖ หลายแห่ง, ที่ทำการ กระทรวงพาณิชย์, บ้านนรสิงห์ ของเจ้าพระยา รามราฆพ (ปัจจุบันคือ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล) 

บ้านนรสิงห์ (ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล) กรุงเทพฯ (พ.ศ.๒๔๖๓-๒๔๖๙) (ภาพ : เอเลนา                          ตามานโญ)

บ้านบรรทมสินธุ์ ของเจ้าพระยา อนิรุทธเทวา (ปัจจุบันคือ บ้านพิษณุโลก) และ ห้องสมุด เนลสัน เฮย์ส 

ห้องสมุดเนลสัน เฮย์ส กรุงเทพฯ (พ.ศ.๒๔๖๔-๒๔๖๕) (ภาพ : เอเลนา ตามานโญ)

หลังจาก สัญญาที่ทำไว้กับ รัฐบาลสยาม หมดอายุลง ในปี พ.ศ.๒๔๖๘ มาริโอ ตามานโญ ยังคงควบคุม การก่อสร้างที่ บ้านนรสิงห์ ต่อมาอีกระยะหนึ่ง แล้วจึงเดินทางกลับ ไปยังอิตาลี 

บ้านพระยาอนิรุทธเทวา (บ้านพิษณุโลก) กรุงเทพฯ (พ.ศ.๒๔๖๓-๒๔๖๖) (ภาพ : เอเลนา                          ตามานโญ)

ตูริน ในปี พ.ศ.๒๔๖๙ แตกต่างไปจาก ตูริน ที่ตามานโญ เคยรู้จัก เป็นอย่างมาก และยิ่งห่างไกลจาก ราชสำนักสยาม ที่เขาเคยใช้ขีวิตอยู่ ถึงเสี้ยวหนึ่งของ ศตวรรษ อิตาลีในขณะนั้น อยู่ในระยะเริ่มต้นของ ระบอบฟาสซิสม์ มีการออกกฎหมายใหม่ ให้สถาปนิก ต้องเข้าเป็น สมาชิก ในองค์กรสถาปนิก ตามานโญ จึงต้องรวบรวมเอกสาร ภาพถ่าย และแบบแปลน เพื่อจัดทำรายการผลงาน ยื่นแสดงเพื่อการนั้น และนั่นคือ ที่มาของ บทความเรื่องนี้ 
ตามานโญ ยังคงประกอบอาชีพ สถาปนิกต่อมา และยังคงท้าทายต่อ ระบอบทางการเมือง ที่เขาไม่พอใจ ดังมีหลักฐานว่า ในบรรดา สถาปนิกตูริน มีเขาเพียงคนเดียว ที่มิได้เป็นสมาชิก พรรคฟาสซิสต์ ทว่า เขาก็มิได้ มีชีวิตอยู่ยืนยาว พอที่จะเห็น ความล่มสลายของมัน ตามานโญ ถึงแก่กรรม ด้วยโรคมะเร็ง ในเดือนมกราคม ปี พ.ศ.๒๔๘๔ 

บ้านของครอบครัว ตามานโญ กรุงเทพฯ (พ.ศ.๒๔๖๓-๒๔๖๔) (ภาพ : เอเลนา ตามานโญ)
Copyright © 2012, ARCH-DESIGNPATTAYA.COM All Rights Reserved.

Keywords